ทำไมเทศกาลคริสต์มาสต้องกลับบ้าน

เทศกาลกลับบ้าน ยกตัวอย่างคนไทยมุ่งหน้ากลับบ้านในยามสงกรานต์เหมื่อนรา ถึงเทศกาลคริสต์มาสก็อยากกลับบ้าน ไปหาพ่อแม่พี่น้อง ไปฉลอง และให้ของขวัญกัน ปังอิญคริมาสนั้นต่อกับปีใหม่ เมื่อใดที่ต้องไกลบ้านในช่วงนี้

จึงมีความรู้สึกคิดถึงบ้านเป็นพิเศษเพลงที่ชื่อ แ Be Home for Chistmas จึงเป็นทั้งคำสัญญาและ ความหวัง เทศกาลกลับบ้าน ของผู้ที่อยากกลับ และคนทางบ้านที่อยากให้เขากลับมาในเดือนตุลาคม ค.ศ.ด๙๔๓ (พ.ศ.๒๔๘๖) ที่แผ่นเสียงเพลงนี้ออกจำหน่ายเป็นครั้งแรก โลกยังอยู่ในจุดเดือด

ของสงครามโลกครั้งที่ ๒ น เยอรมันและญี่ปุ่นจะเริ่มเสียเปรียบ แต่ชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรก็ดู เหมือนยังอยู่ห่างไกล อบมรดคนห่งความดึงพผู้ชายของแต่ละครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ยผู้ร้าย

หรือพระเอก หากไม่ถูกส่งเข้าสมรภูมิ ก็ถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ในโรงงานอาวุธ และบรรดา โรงงานนับร้อยนับพันที่ผลิตปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่ต้องใช้ในสงครามยิ่งในสหรัฐ ผู้คนมากมายถูกส่งไปยังโรงงานห่างไกลบ้าน เพราะ

เทศกาลกลับบ้าน

Thai people heading back home during Songkran festival Christmas time, I want to go home Going to find parents, siblings, go to celebrate and give presents. Bam Ik Christmas is next to the new year. When is it far from home during this period?Therefore have a special feeling of homesick, the

song ‘Be Home for Chistmas’ is both a promise and The hope of those who want to return And the home people who wanted him back in October, 943 B.E. that the record was first released. The world is still at a boiling point.Of World War 2, Germany and Japan will begin to disadvantage But the Allies’ victory looked Like still far away Oblique the traits of men in each family Whether it’s the villain or the hero If it wasn’t sent to the battlefield Was sent to perform duties in the arms factory and hundreds of thousands of factories that produce important factors That has to be used in the war even more in the United States Many people were sent to factories away from home because

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่

เพลงสั้นๆที่ติดอันดับโลก มีอยู่ไม่น้อย

หลังจากนั้นมีการเดาอีกว่าเป็นผลงานของ นักบวชในศาสนา คริสต์ ซึ่งมีชื่อเสียงทาง เนตรีอีกท่านหนึ่ง แต่เมื่อค้นคว้าหาสืบกันอยู่นาน ก็ไม่ใช่อีก

ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาของเพลงคริสต์มาส ที่จะมีคนคิดว่าเป็นผลงาน ของนักบุญผู้นั้นผู้นี้ แต่ส่วนใหญ่มักกลับกลายเป็นผลงานของคนธรรมดาๆ ที่มีใจศรัทธานี่เอง

ผู้ประพันธ์เพลง 0 Come AI Ye Faithful เป็น นักบวชในศาสนา คริสต์ นิกายคาทอลิก นามว่า John Francis Wade (ค.ศ.๑๗๑๑-๑๗๔๖)

ภราดาจอห์น ฟรานซิส แวด หรือหลวงพี่จอห์น มีชีวิตอยู่ในสมัยที่ เกิดสงครามศาสนา หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Holy War ระหว่างราชอาณาจักร อังกฤษกับคริสต์ศาสนจักรของพระสันตะปาปา

“สงครามศักดิ์สิทธิ์” ในแต่ละครั้งไม่ค่อยศักดิ์สิทธิ์แต่ประการใด เรียก ให้ขลังไปอย่างนั้น เอาจริงเข้าก็เหมือนสงครามธรรมดาๆ เป็นการสู้กันยิบ ตาระหว่างอํานาจกับอํานาจ แต่ละฝ่ายล้วนทําเพื่อตัวเอง ไม่ได้เกี่ยวกับ ประชาชน แต่ใช้ประชาชนเป็นมือเป็นเท้า ให้ออกไปเสี่ยงแทนและตาย แทน ไม่ต่างจากสภาพที่เราๆ เห็นกันเต็มตาอยู่ทุกวันนี้แม้แต่อํานาจมืดก็มีเหมือนกัน

มีทั้งอย่างมืดตึดตื้อ และที่มืดหน่อยๆ พอเห็นได้รางๆ รวมทั้งที่ แวบเห็นแวบหาย…เหมือนแสงไต้ต้องลม

ใครเป็นฝ่ายตรงกันข้ามจะถูกอํานาจมืดใส่ไคล้ ป้ายความผิดให้ แล้วนําส่งศาลซึ่งใส่สปีดตัดสินโดยแทบไม่ต้องพิจารณา ให้ประหารบ้าง ทรมานบ้าง หรือส่งเข้าคุกใต้ดินขังลืมบ้าง

ผู้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมไม่ต้องเหนื่อย เพราะมีผู้ใหญ่ในบ้าน เมืองปักธงไว้ให้เดินตามเรียบร้อย

ทั้งหมดนี้เพียงเพราะความศรัทธาต่างกัน

ชาวคาทอลิกทั่วไปไม่มีทางสู้กับพระเดชของราชวงศ์อังกฤษใน สมัยโน้น แม้บรรดาพระคาทอลิกก็ต้องหนีตายกันจีวรปลิว

นักบวชในศาสนา

Sonventura (1221-1274) but there is no evidence to confirm
After that, there was another guess that it was the work of a monk who had a reputation for Another Naree But when he was searching for a long time, it was not.


Seems to be a normal matter of Christmas music. That would be thought of as a work Of this saint But most often it is the work of ordinary people With the heart of faith


The composer of the song 0 Come AI Ye Faithful is a Catholic priest named John Francis Wade (1771-1773).


Brother John Francis Environmental or Reverend John Live in that era War broke out Or the Westerner is called the Holy War between the kingdoms England and the papacy
“Sacred War” each time is not sacred in any way, so magical. To be honest, it’s like a normal war. It’s a fight. Eyes between power and power. Each side is doing it for themselves. It’s not about people but people as hands and feet.

To take risks instead and die instead, no different from our condition See each other vividly today Even the dark powers also have
Is both dark and stupid And a little dark place When it was faint, including a glimpse of it, it flashed like a ray of wind.

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่

เพลงเทศกาลคริสต์มาสที่มาพร้อมกับกลิ่นหอม

เพลงสวยของเทศกาลคริสต์มาสที่มาพร้อม 1กลิ่นหอมของ เกาลัด ร้อนๆ เพราะเนื้อร้องเปิดฉากโดยมี “Chestnuts roasting on an open fire…”

ฝรั่งไม่ได้ใช้ความอดทนในการคั่ว เกาลัด อย่างชาวจีนที่เห็นกันทั่วๆ ไปในบ้านเรา แต่เอาง่ายเข้าว่าโดยโยนเข้าไปในเตาผิง หรือในกองไฟย่อมๆ ที่จุดไว้ผิงให้อุ่นเวลาอยู่นอกบ้าน พอเกาลัดแตกเปรียะก็เป็นอันว่าเขียออก มากินได้

ก่อนกินต้องใช้ชายเสื้อเช็ดขี้เถ้าออกสักหน่อย หาไม่จะรู้สึกเหมือน ได้ลิ้มถ่านไฟเก่า ถึงจะมีความหอม-หวาน-มัน แต่ก็มีรสอขื่นๆ เกรียมๆ คละเคล้าอยู่

พวกที่ละเมียดละไมหน่อยก็จะวางเกาลัดบนตะแกรงเหล็ก ระหว่าง ปิงค่อยๆ เขียให้สุกทั่วๆ แล้วจึงค่อยเอาออกมาแกะกิน

เกาลัดที่กรุ่นทั้งไอร้อนและกลิ่นเกรียมในฤดูหนาว โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งเมื่อหิมะโปรยอยู่นอกบ้าน เป็นความทรงจําอันอบอุ่น หอมหวานสําหรับ ผู้คนในเมืองหนาว หรือคนที่เคยอาศัยอยู่ในเมืองหนาว

คุณ Robert Wells ผู้เขียนเนื้อร้องของเพลงนี้เมื่อ ๖๐ กว่าปีมา

เกาลัด

The beautiful Christmas song with the scent of hot chestnuts as the lyrics open, with “Chestnuts roasting on an openfire … “

Foreigners do not use the patience of roasting chestnuts like the Chinese commonly seen in our home, but easily put it in the fireplace. Or in a small fire At a spot for warming when outside of the house When the chestnut is broken, it can come out and eat.

Before eating, must use the edge of the shirt to wipe off the ashes a bit. Not feeling like Taste the old charcoal Although it is fragrant-sweet-oily But has a nasty, charred taste mixed with

Those that are slightly tender will place the chestnuts on the metal sieve while the ping slowly cooks thoroughly. And then take it out and eat the sheep

Chestnuts that are both hot and scorched in winter Especially Especially when the snow is pouring outside the house Is a warm memory Sweet for People in the cold city Or people who used to live in a cold city 0
Robert Wells, the author of the song, more than 60 years ago

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่

เพลงคริสมาสSilver Beels (กระดิ่งเงิน)

ถึงเทศกาลคริสต์มาส นอกจาก Jingle Bells เพลงเก่าแกอายุกว่า ร้อยปี ยังมี Silver Bells หรือ กระดิ่งเงิน อีกเพลงหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี

เมื่อเทียบกับ Jingle Bells แล้ว Silver Bells ( กระดิ่งเงิน )เป็นเพลงรุ่นเหลน โหลน เพราะเพิ่งเขียนขึ้นเมื่อ 50 กว่าปีมานี้เอง (ค.ศ. ๑๙๕๐) เพื่อเป็น เพลงประกอบภาพยนตร์ขบขันชื่อ The Lemon Drop Kid ซึ่งจะแปลว่า ไอ้หนูลูกอมรสมะนาว” ก็คงไม่ผิดอะไร

พระเอกภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นดาวตลกอเมริกันชื่อคุณทวด Boy Hope ซึ่งในสมัยนั้นเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก

คุณทวดบ็อบ โฮปเป็นดาราขนานแท้ คล้ายๆ กับดาวตลกรุ่นคุณ ทวด “ล้อต๊อก” ของคนไทย คืออยู่ในวงการแสดงมาตั้งแต่ดั้งเดิม เริ่ม ตั้งแต่เล่นละครเร่ แล้วก้าวไปสู่ละครเวที จากนั้นก็ใช้เสียงเล่นละครตลก ทางวิทยุ ในสมัยที่วิทยุยังเป็นของใหม่ในโลก พร้อมกันก็ก้าวเข้าสู่วงการ ภาพยนตร์ในยุคที่ยังเป็นขาว-ดํา

เปรียบไป นักแสดงอย่างคุณทวดบ็อบ ก็เป็นเสมือนนักวิชาการที่มี ปริญญาพ่วงท้ายจากสารพัดสถาบันอันยิ่งใหญ่

It’s Christmas. In addition to Jingle Bells, old songs that are more than a hundred years old are also known as Silver Bells or the Silver Bells.

Compared to Jingle Bells, Silver Bells are a great-looking version of the song because it was written more than 50 years ago (1950) as a theme song for The Lemon Drop Kid, which means Kid Lemon flavored candy “would not be wrong.

The hero of the film was an American comedian named great-grandfather Boy Hope, who at that time was known throughout the world.

Thuat Bob Hope is a true star, similar to the comedian of the generation. Thuat “Thok Tok” of Thai people has been in the acting industry since the beginning, from playing dramas. Then step onto the stage Then use the voice to play comedy on the radio when radio is still new in the world. At the same time stepped into the industry Movies in the era of black and white

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ตัวอย่างของเพลงคริสต์มาส Chrismas

O Christmas Tree ( ต้นคริสต์มาส ) เป็นตัวอย่างของเพลงคริสต์มาส หรือ Christmas Carol ที่ฝรั่งร้องกันมาแต่ครั้งโบราณ นานไปคนรอบโลกโดยเฉพาะคนที่ นับถือศาสนาคริสต์ ก็พากันร้องตาม ด้วยเป็นเพลงไพเราะจับใจ แต่ก็จํา ง่าย ร้องง่าย

สังเกตได้ว่าเพลงที่เรียกว่า carol นั้นจะเป็นเพลงที่ร้องง่าย เพราะ ส่วนมากต้องร้องด้วยกันหลายคน จะได้ไม่พากันล่มเสียกลางคัน ทําให้ เสียความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกันในช่วงเทศกาลไปเปล่าๆ

ใกล้ๆ ปีใหม่มีผู้อ่านเคยถามมาว่า carol (แคโรล) กับ hymn (สิม) นั้นต่างกันอย่างไร เท่าที่ทราบ hymn นั้นเป็นเพลงที่มีเนื้อร้องสรรเสริญ พระผู้เป็นเจ้า หากไม่มีเนื้อร้องเช่นนี้ก็มักจะไม่ถือเป็น hymn

แต่ carol นั้นเป็นเพลงที่เกี่ยวกับอะไรก็ได้ อย่างเช่นเพลง “ต้น คริสต์มาส” (O Christmas Tree) ซึ่งเนื้อร้องไม่ได้เอ่ยถึงศาสนาเลยสัก คําเดียว

คําว่า carol มาจากภาษาอิตาเลียน ‘carola” ซึ่งหมายถึงการ เต้นรําวง” คือเต้นรําเป็นวงกลมโดยจะมี ต้นคริสต์มาส ประดับอยู่รอบๆ

ต้นคริสต์มาส

O Christmas Tree is an example of Christmas carols or Christmas Carols that have been singing since ancient times. Too long, people around the world,

especially people Christian Then sing along As a melodious, catchy song but easy to remember, easy to sing
Notice that the song called carol is a song that is easy to sing because many

people have to sing together. So as not to fall apart halfway up causing a bad feeling That has been continued during the festival
Near the new year, some readers have asked how different the carol

(carole) and hymn (known) hymn are. God Without lyrics like this, it is often not considered a hymn.
But carol is a song about anything. Such as the song “Christmas Tree”

(O Christmas Tree) in which the lyrics do not mention a single religion.
The word carol comes from the Italian word ‘carola “, which means dance. Would mean something like

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ใบ holly ที่ออกลุกสีแดง

กิ่งใบ ฮอลลี่ที่ออกลุกสีแดง แถมยังมีลูกเล็กๆ สีแดงเป็นช่อน รักจะว่า ฮอลลี่ เป็นเครื่องหมายชนิดหนึ่งของความเป็นไปได้

ใบของฮอลลี่เขียวขจีทั้งปี เหมือนต้นคริสต์มาส คนในประเภท เขียวนิรันดร์” หรือ evergreeก แม้ในยามหิมะโปรยปราย คนไม่ประมาท นี้จึงเป็นเครื่องหมายแห่งความมั่นคง ยั่งยืน และไม่เปลี่ยนแปลง เป็นการ สร้างกําลังใจท่ามกลางความหนาวเหน็บ

กิ่งใบ ฮอลลี่ที่ออกลุกสีแดง จะช่วยได้จริงหรือไม่ ดูเหมือนจะไม่เป็น ดัน 1 ใ เป็น แล้วก็ทําให้มีความหวัง ในโลกที่เปลี่ยนแปลงทุกวันที่นี้ คนเราต้องยอม ความหวังและกําลังใจ ราวกับเก็บฟางเส้นเด็กๆ รอบตัวเท่าที่จะทําได้ ไม่ใช่ เอาไว้เกาะแบบฟางเส้นสุดท้าย เพราะรู้ว่าเกาะไม่ได้ ขอเพียง ก ไว้เป็น กําลังใจก็ยังดี

ที่เพลง Deck the Halls ชวนมาตกแต่งประดับประดาน เพราะ เป็นเทศกาลอันรื่นเริง (Tis the season to be jolly”) แถมยังชวนให้สวม laga uzatanquãrantu (“Don we now our gay apparel”)

แต่ก่อนนี้ ฝรั่งใช้คําว่า gay โดยมีความหมายถึงอะไรที่วนเริง สดชื่น

ฮอลลี่ที่ออกลุกสีแดง

Red twigs, holly leaves Also have small children Red is a snakehead. Love would be that Holly is a kind of symbol of possibility.

Holly’s green leaves all year. Like a Christmas tree, people in the everlasting green category “or evergree. Even in the light of snow, this careless person is a symbol of stability, sustainability, and unchanging, creating support in the cold.

Red twigs, holly leaves Will it really help? Does not seem to be pushing 1 into it and then gives hope In today’s changing world, people must give up hope and encouragement. As if picking up a straw Around as much as possible, not just sticking to the last straw Because he knew that the island was not just asking for encouragement

That Deck Deck Halls invites to decorate it as a festive festival (Tis the season to be jolly “) and also inviting to wear laga uzatanquãrantu (” Don we now our gay apparel “

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ตกแต่งบ้านต้อนรับวันคริสต์มาส

ตกแต่งบ้านวันคริสต์มาส

Deck the Halls ซึ่งมีชื่อเดิมเป็น
อเดิมเป็นภาษาเวลส์ว่า Nos Galan เพลง
DSkINนำนอันแสนสดรีน ลึกทั้งท่อนสอยดุจสียงหัวเราะ


สอดแทรกเข้ามาให้หัวใจสดใสแม้ว่าจะฟังไม่ออก
นั่นสียงปนของแฟนแพลงคริสต็มาสสวนใหญ่
ซึ่งหากได้ฟังเนื้อร้องดั้งเดิมจากแควันเวลสในสหราชอาณาจักรแล้ว ก็ยิ่ง
จะลมจับ เพราะไม่รู้เรื่องเลย


แต่ชื่อเพลง Deck the Halls ในภาษาอังกฤษนั้นบอกอย่างแจ่ม
แจ้งไปเลยว่ ชวนให้ ตกแต่งบ้านวันคริสต์มาส หรือทางเดินในบ้านหรือในอาคารต่งๆ
คำว่า deck มีหลายความหมาย แต่ที่ใช้ในเพลงนี่หมายถึงตกแต่ง
ประดับประดา

ส่วน hal หรือ hllร นั้น ซึ่งแปลได้หลายอย่างเช่นกัน ในที่นี้หมาย
ถึงทางเดินจากประตูหน้าบ้านไปยังห้องรับแขกในบ้านฝรั่ง ซึ่งหลายบ้าน
ใช้เป็นที่วางต้นคริสต์มาส แต่อาจหมายถึงห้องโถงหรือห้องกินข้าวก็ได้
เสียงเพลงแสนสนุกชวนเชิญให้มาช่วยกันประดับประดาตกแต่ง
บ้านรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ด้วยกิ่งใบ holly ซึ่งเป็นไม้ใบเขียว

ตกแต่งบ้านวันคริสต์มาส

Deck the Halls, formerly known as
 Formerly the Welsh language is Nos Galan.
 DSkIN fresh water Deep, whole part, like the color of Hahama
 Inserted in to make the heart bright, even if unable to hear
 All of this is the color of the fans of Phleng Christmas Mas Yai.
 Which, if even listening to the original lyrics from Canvells in the United Kingdom
 Will faint because I don’t know anything
 But the name of the song Deck the Halls in English
 Notify to invite to decorate the hl or corridor in the house or in various buildings.
 The word deck has many meanings. But used in the song, this means decorating
 embellish
 As for hal or hll, which can also be translated in many ways.
 Reach the walkway from the front door to the reception room in many western houses
 Used as a Christmas tree But may refer to a hall or a dining room
 Fun music invites you to come and decorate.
 The house receives Christmas and New Year holidays with holly branches, which are green leaves.

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่

เพลงคริสต์มาสที่ชื่อว่า ความปิติ มาสู่โลก หรือเป็นเพลงแสดงความปีติ

เพลงคริสต์มาสที่ชื่อว่า ความปิติ มาสู่โลก หรือ Joy to the World เป็นเพลงแสดงความปีติที่พระเยซูประสูติขึ้นในโลกนี้ เพื่อช่วยปลดปล่อย มนุษย์จากบาปและความทุกข์ ตามความเชื่อของชาวคริสเตียน

“โลกเปิดรับผู้ที่นํามงคลมาสู่แผ่นดิน หัวใจทุกดวงเตรียมต้อนรับ สวรรค์และธรรมชาติต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ

ท่านสาธุคุณ Isaac Watts ผู้ประพันธ์เนื้อร้องเพลงนี้ ไม่ค่อยมี อะไรในชีวิตให้ปิติมากนัก

ท่านไอแซ็ค วัตตส์เป็นคนอังกฤษ ถือกําเนิด ๓๐๐ กว่าปีมาแล้ว (ค.ศ.๑๖๗๔) ในตระกูลที่ศรัทธาศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ แต่ไม่ใช่ นิกาย Church of England ซึ่งพระเจ้าเฮนรีที่ ๔ ทรงสถาปนาขึ้น หลังจาก ทรงขัดพระทัยกับศาสนจักรในกรุงโรม

บิดาของท่านไอแซ็คเคยถูกจําคุกเพราะไม่ยอมสอนศาสนาเหลา

ตามนิกายเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ ครอบครัวจึงลําบากไม่น้อย คล้ายๆ กับ พวก “ลูกกบฏ’ หรือลูกหลานคนที่กระด้างกระเดืองต่อผู้ทรงอํานาจในทุก ประเทศ ในวัยเด็กท่านไอแซ็คจึงถูกกลั่นแกล้ง กีดกันไม่ให้ได้เข้าเรียน ในสถานศึกษามีชื่อ แม้ว่าจะเป็นเด็กที่มีสมองชั้นหัวกะทิ

แต่ถึงอย่างไรท่านไอแซ็คก็ยังเรียนจบ จนสามารถออกไปเป็นครู ได้ และกลายเป็น “ติวเตอร์” มีชื่อของอังกฤษในครั้งโน้น

สอนหนังสือได้ไม่นาน ท่านไอแซ็คก็เลือกที่จะเป็นผู้เผยแผ่นิกาย โปรแตสแตนต์เหมือนบิดา และกลายเป็นนักเทศน์ที่คนนิยม วัดวาในความ ดูแลที่เฟื่องฟู ผู้คนแห่กันมาเพราะชอบฟังท่านเทศน์

กาลจะเทศน์เก่งแล้ว ท่านไอแซ็คยังแต่งเพลงเก่งอีกด้วย แต่ง ทั้งเพลงทั้งบทกลอนเป็นร้อยเป็นพัน ถูกใจผู้คนในยุคนั้นไม่น้อย

– เล่ากันว่าท่านไอแซ็คอ่านบท Psalm 98 ในพระคัมภีร์ที่ว่า “Make Joylul noise unto the Lord, all the earth make a loud noise, and rejoice and sing Draise.” แล้วได้แรงบันดาลใจไปเขียนเป็นบทกวี Joy to the World ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในอังกฤษ

ความปิติ the World ปลดปล่อย

The Christmas song called Joy to the World is a song showing the joy that Jesus was born in this world. To help release Man from sin and suffering According to Christian beliefs
“The world is open to those who bring auspiciousness to the land. Every heart prepares to welcome. Heaven and nature glorified.
Reverend Isaac Watts, the composer of this singing, doesn’t have much in life
Isaac Watts is a British, born 300 years ago (1674) in a family of faith Protestant Christianity, but not the Church of England, which Henry IV established. After displeasing his church in Rome
Isaac’s father had been imprisoned for refusing to teach religion.

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่

คริสต์มาส เป็นวันประสูติของพระคริสต์

อังกฤษ ก็เป็นธรรมดาที่พระองค์จะทรงพาภาษาฝรั่งเศสติดไปด้วย พวก นักภาษาเขาเชื่อว่า “Noel” เป็นคําหนึ่งในนั้น เพราะในอังกฤษไม่เคยมี ใครใช้มาก่อนหน้าจะถูกท่านดยุคพิชิต

Noell แปลว่า Christmas’ ซึ่งมีความหมาย วันประสูติของพระคริสต์ ของพระคริสต์ ขณะเดียวกันก็เป็นคําที่ใช้เรียกเพลงที่ร้องในเทศกาลคริสต์ มาสด้วย

ในขณะที่คนใช้ภาษาอังกฤษอวยพรกันในเทศกาลนี้ว่า “Merry Christmas” หรือ “ขอให้มีความสุขใน(เทศกาล) คริสต์มาส คนฝรั่งเศส จะใช้ว่า “Noel, Noel” หรือ “Joyeux Noel”

หากดูถึงที่มาก็จะเห็นว่า พวกฝรั่งเศสขอยืมคํานี้มาจากภาษาละติน natalis ซึ่งแปลว่า “วันเกิด

ชื่อ “นาตาลี/Natalie นาตาเลีย/Natalia” แม้กระทั้งชื่อภาษารัสเซีย

อย่าง “นาตาลยา/Natalya” หรือ “นาตาชา/Natashอ” เหมือนชื่อดาราคน สวยของเรา จึงแปลว่า “วันเกิด” โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันเกิดของพระเยซ ฝรั่งหลายชาติเขาจึงนิยมใช้ตั้งเป็นชื่อพวกเด็กที่เกิดในเทศกาลคริสต์มาส หรือในวันคริสต์มาส

แต่ความหมายแท้จริงของ Christmas คือ “คริสต์” (Christ) บวกกับ มาส” (mass) หมายถึงการฉลองของคนหมู่มาก ดังนั้นจึงไม่น่าจะเรียกว่า “วัน! คริสต์มาสหรอก น่าจะเรียกว่า “เทศกาล” มากกว่า เพราะจริงๆ แล้ว ไม่มีใครทราบวันประสูติที่แน่นอนของพระเยซู ได้แต่ประมาณการเอา เท่านั้น ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์เขาเลือกวันที่ ๒๕ ธันวาคมเป็นวันฉลอง เทศกาล คนส่วนใหญ่เลยเข้าใจผิด เหมาไปว่าเป็น วันประสูติของพระคริสต์

น่าประหลาดเหลือเกิน ที่ในภาคภาษาไทยคํานี้ก็มีความหมาย ค่อนข้างจะถูกต้อง เพราะ มาส” แปลว่า “เดือน! หากจะคิดว่าเป็น เดือน (ประสูติ) แห่งพระคริสต์” ก็ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากกว่าที่จะเจาะจง ใช้ว่า “วัน”

เล่ามาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็คงพอเดาได้ว่า “Noel! (เพลงที่ร้องใน เทศกาลคริสต์มาส) ที่ชื่อว่า The First Noel นี้มีที่มาจากฝรั่งเศส ว่ากัน ว่าเริ่มมีผู้ร้องและบรรเลงครั้งแรกๆ ตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๖ โน่น

อายุอานามของเพลงนี้จึงตกร่วมๆ ๕๐๐ ปี

เนื้อร้องสํานวนโบราณ นําเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิลมาฝนย่อ เล่าถึงดวงดาวโชติช่วงบนฟากฟ้าและเทวดาที่มาแจ้งข่าวแก่เหล่าชาย เสียงแกะถึงเด็กชายน้อยแรกเกิดที่เมืองเบธเลเฮล์ม บรรดาชายเลี้ยงแกะ จึงติดตามดวงดาวไปจนได้พบทารกนั้น

เหล่านักปราชญ์กลุ่มหนึ่งก็ติดตามตาราโชติช่วงดวงนี้มาเช่นกัน ตามพระคัมภีร์ไม่ได้เจาะจงไว้ว่ามีทั้งหมดกี่คน แต่คนอ่านคัมภีร์แต่ครั้ง โบราณ ตีความเอาเองว่ามีปราชญ์ทั้งหมด ๓ คน เพราะได้ถวายของมี ค่าสําหรับยุคนั้น ๓ อย่าง คือ ทองคํา ยางไม้หอม และกํายาน แก่ทารก

วันประสูติของพระคริสต์

English was normal for His Highness to take the French language with them. They believed that “Noel” was one of them. Because in England there has never been Whoever used it before would be conquered by the Duke.

Noell means ‘Christmas’ which means Christ’s Birth, Christ’s Day, at the same time, is also a term used to refer to songs sung at Christmas Festival.

While English people bless each other in this festival as “Merry Christmas” or “Have a Happy Christmas (Christmas), French people use” Noel, Noel “or” Joyeux Noel “.

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ซานตาคลอสเขาเป็นใครกันแน่

ซานตาคลอส หรืออีกชื่อ Saint Nick (ชื่อเล่น) ซึ่งผอม สูง และใส่เสื้อยาวๆ สีน้ําตาลแบบ พระปร่งสมัยโบราณ โดนชาวอเมริกันซึ่งรับความเชื่อเรื่องซานตาคลอสไป จากพวกผักช้เมื่อเกือบ ๒) 20 ปีที่แล้ว นําไปค่อยๆ เปลี่ยนท่านให้เป็น คุกสตาแก้มแด 1 อ้วนกลม อารมณ์ดีขนาดหัวร่อ โฮ-โฮ-โฮ ได้ยินกันทั่วใน ตรุษคริสเต็มาช

คนอเมริกันเปลี่ยนเสื้อ ซานตาคลอส จากสีน้ําตาลเป็นสีแดงด้วย เหมือน กับในโมษณาน้ําอัดลมยี่ห้อโคคา-โคลา (สมัยนี้คือ Coke) เพราะสีแดง คือสีของโคล่า (คนรุ่นเก่าเรียกอย่างนั้น) ซานต้าจึงกลายเป็นคนเสื้อแดง ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

เด็กๆ เมริกันรุ่นเน้นเชื่อด้วยว่า ซานต้าตัวอ้วนนี้หอบถุงของขวัญ ลงมาทางปล่องไฟ งมีธรรมเนียมแขวนถุงเท้าไว้คอยให้ซานต้าใส่ของ ขวัญ) คนไหนเป็นเด็กที่ทั้งปีก็ได้ของขวัญ ส่วนที่เป็นเด็กไม่ดีจะได้แค่ถ่าน ก้อนเดียว

ความเชื่อนี้ใกล้ความจริงขึ้นมานิดหนึ่ง เพราะนักบุญนิโคลัสตัวจริง ซึ่งมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ ๔ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความกรุณาเมตตาอย่างยิ่ง “ขอบ”วยเหลือคนตกยากและเด็กๆ

เพราะอย่างนี้เขาจึงถือกันว่าซานต้าหรือท่านนิโคลัสเป็นนักบุญ ประจําตัวเด็กๆ นอกจากนี้ยังคุ้มครองนักเดินทาง พ่อค้า เจ้าสาว และ โรงจํานําด้วย ประการหลังนี่เหมาเอาว่าเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือ คนตกยาก นี่ยังไม่นับที่ท่านเป็นนักบุญประจําชาติของรัสเซียและกรีก อีกต่างหากท่าทางงานแยะจัง

เขาว่าพวกสแกนดิเนเวียนรวมนักบุญนิโคลัสเข้ากับความเชื่อเรื่อง 1VIull ดิน ทําให้เกิดความเชื่อแบบทอินวันว่า นักบุญผู้นี้เหาะเหินได้ พร้อม กันก็น่ารางวัลมาให้คนดี และทําโทษคนไม่ดี

คอ..อย่างนี้เองเพลงเขาถึงขู่เอาไว้ พวกเราไม่ว่าเด็กผู้ใหญ่จึงต้อง

ซานตาคลอส

Saint Nick (nickname), who is tall and thin, wearing a long brown coat, like the ancient royal style. Hit by an American who believed in Santa Claus From the vegetables when almost 2) 20 years ago, gradually brought you into a prison. Cheek Dae 1 fat, round, good-tempered, ho-ho-ho heard each other in New Year’s Eve


Americans changed the Santa’s coat from brown to red too, just like in the Coca-Cola brand carbonated drink (now Coke), because red is the color of cola. (Older people call that) Santa became a red shirt. Inadvertently


Children in the American version believe that This fat Santa is carrying a gift bag. Come down through the chimney (There is a tradition of hanging socks for Santa to wear gifts) Anyone who is a kid all year receives presents. Poor children will only get one charcoal.


This belief is a little closer to the truth. Because the real Saint Nicholas Who lived in the 4th century was known as a person of great compassion “Edge” with the poor and children

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่