แตรฟันฟาร์

คนที่ชอบคุยโอ้อวดหรือยกย่องตัวเองนั้น ในภาษาอังกฤษใช้
สำนวนว่า Blow your own hom หรือ ‘เป๋าแตรของตัวเอง’ เรียกความสนใจ
บางที่แทนที่จะใช้คำว่า bloพ ก็เปลี่ยนไปใช้คำว่า toot ซึ่งแปลว่า
เป๋าเหมือนกันนั่นแหละ
จะ ‘เป๋า’ หรือจะ ‘ทูต’ ก็ตาม สำนวนนี้มาจากการเป๋ แตรฟันฟาร์
ซึ่งฝรั่งใช้มาตั้งแต่สมัยยุคกลาง ตีง่ยๆ ว่ใช้มาสัก ๒,๐๐๐ ปี ก็คงไม่
ไกลจากความจริง
ยุคก่อนมี โทรโข่ง’ ฝรั่งใช้เขาสัตว์หรือแตรเป๋าเรียกความสนใจ
เวลามีงานพิธี มีคนสำคัญจะมาถึง หรือมีเรื่องสำคัญจะประกาศ จึงคล้ายๆ
กับการโฆษณา คนสำคัญจริงๆ จะมาก็ต้องมีพนักงานสวมเครื่องแบบ
มาซักแถวเป๋าแตรให้
แต่คนไร้ความสำคัญล่ะ?
ฮ่ะ…หาแตรมาเป๋าเองซะเลย
ในความจริงแล้วคงไม่มีใครทำหรอก แต่ใช้เป็นสำนวนกระทบ
กระเทียบคนที่ชอบชมตัวเอง หรือยกตนข่มท่านเท่านั้น

แตรฟันฟาร์

แตรฟันฟาร์ ในงานพิธีสำคัญ
คนไทยรู้จักแตรฟันฟาร์มาตั้งแต่สมัยอยุธยา และใช้เวลามีงานพิธี
สำคัญต่งๆ แตรนี้บางที่เราก็เรียกแตรฝรั่ง แตรงอน หรือแตรวิลันดา
ชื่อ วิลันดา’ บอกที่มาของแตร เพราะชาวคัตซ์ หรือชาวฮอลันดา
ซึ่งด้ขายกับเรามาแสนนาน เป็นผู้นำแตรฝรั่งเข้ามาขายคนไทยในครั้ง
กระโน้น พี่ไทยเราคงชอบเสียงแปรั่นแปร์ของมันอยู่ไม่น้อย จึงรับมาใช้
โดยดี
การที่คนไทยออกเสียงว่า ‘ฟันฟาร์’ อาจเป็นเพราะรับสำเนียงแบบ
ด้ตข์มา ออกเสียงคล้ายๆ คนเยอรมันที่เรียกฟันฟาร์ว่า “ฟันฟา (เรอะ)’
คำว่า “เรอะ’ ข้างท้ายนั้นออกเบาๆ แต่คนอังกฤษออกเสียงคล้ายๆ ‘ฟาน
เฟร์’ ขณะที่ฝรั่งเศสออกเป็น ‘ฟองฟาร์’ ส่วนอเมริกันพูดว่า ‘แฟนแฟร์’
คำง่ายๆ แค่นี้ ฝรั่งยังตกลงกันไม่ได้ ไทยเราอยากเรียกอย่างสะดวก
ปษาก็คงไม่เป็นไร ไม่ถือว่าผิดอยู่แล้วะค
ผู้รู้ท่านว่า ก่อนหน้าที่เราจะมีแตรวิลันดา คนไทยเราใช้แต่แตรงอน

People who like to brag or praise themselves In English, the expression “blow your own hom” or “your own horn” calls attention.
Sometimes, instead of the word blo, the word is changed to toot, which means “like” That’s what it is. It’s a ‘bag’ or ‘an ambassador’. This expression comes from the slanting horns that Westerners used since the Middle Ages were so easy to use. 000 years would not be
far from the truth.

In the past, there was a megaphone. ‘Caucasians use horns or trumpets Raise interest
at a ceremony. Someone important will arrive Or there is something important to announce So it’s similar to the advertisement of a really important person. There must be a staff member wearing a uniform.
Come to the trumpet. But the unimportant person?
Huh … find the trumpet itself. In truth, no one will do it. But used as an expression to impact people who like to watch themselves Or bluster only

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่

บทเพลง La Marseillaise

เพราะบรรเลงครั้งแรกที่เมืองมารแซย์ และกองทหารจากเมืองมาร์
แซย์ร้องเพลงนี้เมื่อมาร์ชเข้าปารีส จึงเป็นต้นเหตุให้คนพากันเรียกเพลงนี้
ว่า ‘ลา มารแซแยซ’ (บทเพลงแห่งเมืองมาร์แชย์) แทนที่จะเรียกตามชื่ออัน
ถูกต้องว่า Chant de guerre pour I’Armee du Rhin หรือเพลงสงคราม
สำหรับกองทัพแห่ง (ลุ่มน้ำ) ไรน์
นักเพลงเขารู้กันมานับร้อยๆ ปีแล้วว่า เพลงอะไรก็ตาม หากมีชื่อ
ยาวยึดแล้วในที่สุดจะต้องถูกคนฟังตัด-กอน-ยอย่น บางครั้งยังเหลือเค้า

ของเดิมบ้าง แต่ที่เปลี่ยนไปเลยตามใจคนฟังก็มีมาก เช่นในกรณีนี้จะเรียก
“‘ลา มารแซแยช ว่าเพลงมาร์ซก็ย่อมได้ เพราะทั้งความตั้งใจของผู้เขียน
ทั้งทำนองและเนื้อร้องเป็นไปเช่นนั้น เนื้อเพลงชวนกันเดินมาร์ชไป…
ไม่ใช่แค่ “เดิน เผชิญโชคชัย” อย่างของธรรมศาสตร์ แต่ชวนให้ “ชักธง
ชุ่มเลือด” มาร์ชตรงไป “ฆ่าศัตรู เอาเลือดชั่วของมันออกมาทาแผ่นดิน…”
อะไรทำนองนี้

ซึ่งคงถูกใจพวกชาวบ้านสมัยโน้นไม่น้อย ด้วยสุดแสนเหม็น
เบื่อกษัตริย์ฝรั่งเศสพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ และพระราชินีมารี อังตัวเนตต์
ซึ่งโปรดแต่ความหรูหรา และไม่ห็นคุณค่าของประชาชนที่หลังสู้ฟ้าหน้า
ถึงกับมีเรื่องเล่ากันว่า เมื่อประชาชนไปร้องว่าอดอยาก ไม่มีขนมปัง
จะกิน พระราชินีผู้ซึ่งไม่เคยรู้จักความลำบาก ตรัสตอบว่า พนินนี้งฟ
ไม่มีขนมปังก็กินขนมเค้กสิ!

นักประวัติศาสตร์บอกว่าเป็นเรื่องกุขึ้นทั้งเพ แต่ก็ยังมีเรื่องจริงอีก
มากมายที่ทำให้ประชาชนโกรธแค้นชนชั้นสูงแสนสาหัส และคงเพราะความ
เจ็บช้ำน้ำใจที่ว่ เนื้อเพลง ‘ลา มารแซแยซ’ จึงรุนแรงและรุ่มร้อนติกต
จลิน ฝรั่งเศสรับ ‘ลา มารแซแยซ’

เป็นเพลงชาติตั้งแต่ ค.ศ.๑๗๙๕
คนรุ่นใหม่อยากรู้เรื่องปฏิวัติฝรั่งเศสอย่างสนุก ก็ต้องดูหนังหรือ
ละครเพลงเรื่อง Les Miserables ซึ่งทำมาจากนิยายที่อ่านแล้วหัวใจ
เหี่ยวของวิกตอร์ อูโก (Victor Hugo)

นโปเลียน โบนาปาร์ต หนึ่งในกลุ่มทหารหนุ่มที่ร่วมในการปฏิวัติ
ครั้งนั้นก็ชอบเพลงนี้เหมือนๆ กับคนอื่น
แต่…หลังการปฏิวัติ…พอ นายทหาร หนุ่มผู้มีอุดมการณ์สูงส่ง กลาย
เป็นผู้มีอำนาจคับบ้านดับเมือง จนสวมมงกุฎให้ตัวเองเป็น ‘จักรพรรดินโป
เลียนแห่งฝรั่งเศส’ ได้แล้ว ก็ชักทนฟัง ‘ลา มารแซแยซ’ ไม่ได้ สั่งให้ปลด
ออกจากความเป็นเพลงชาติซะ
คงเป็นเพราะได้ยินที่ไร อดนึกไม่ได้ว่าคมกิโยตินที่เคยตัดเศียรของ

นายทหาร

นายทหาร

Because it was first played in Marseille. And the troops from Marseille sang this song when Marsh entered Paris. That’s why people call this song “La Marseille” (the music of the city of Marseille) instead of the correct name Chant de guerre pour I’Armee du Rhin. Or war song
For the Army of the (Basin) Rhine
musicians, they’ve known for hundreds of years that whatever song If there is a long name, then it will eventually be cut by the audience – Gon-Yo Sometimes he still left.

Some items But there are many changes that will please the audience As in this case, it is called “” La Marseille. Marz would have Because of the author’s intentions, both the melody and the lyrics are like that. The lyrics invite each other to march …
Not just “walking in the face of luck” like Thammasat, but inviting “to draw the flag.” Soak the blood. br> something like this

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่

La marseillaiseและมาร์ช ม.ธ.ก.

อัน ธรรมศาสตร์ สืบนามความสามัคคี ร่วมรักในสิทธิ์ศรี เสรีชัย
สัจธรรมานำเราเราในดวงใจ…
เราเดิน ผชิญโชคชัย เราเดิน ผชิญโชคชัย หน้าเดินๆ ผชิญโชคชัย
เผชิญโขคชัย เกรียงไกรในชัย ชโย ชโย ชโย”
คุณ ทวีปวร (ทวีป วรคิล) ซึ่งเป็นน้องชายคุณสุวัฒน์ วรดิลก
นักเขียนคนสำคัญของไทย มือดีตเป็นนักศึกษาหัวแข็งของธรรมศาสตร์-
หนึ่งในห้คนที่ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนนักศึกษา ฐานยุยงให้มีการ
ต่อคนรัฐบาลเมื่อ พ.ศ.๒๙๔ ศิษย์ธรรมศาสตร์รุ่นลายครามบางคน
เรียกนักศึกษากลุ่มนี้ว่ ห้เกลอหัวแข็ง’
ตามประวัติ คุณทวีปวรถูกจำคุกในข้อหากบฏและคอมมิวนิสต์ใน
พ.ศ.๒๕๐๓ พร้อมกับคุณจิตร ภูมิศักดิ์ และคุณทองใบ ทองเปาด์ แต่ได้
รับอนุญาตให้ออกไปสอบเนติบัณฑิต โดยมีเจ้าหน้ที่ควบคุมตัวออกจาก
เรือนจำไปสอบในตอนเข้า และกลับเรือนจำในตอนเย็น
คนรุ่นใหม่ฟังแล้วบอกว่า ต้องกัมหัวให้ทั้งคุณทวีปวรและผู้มีอำนาจ
สมัยนั้นไปพร้อมๆ กัน
ดูประวัติของทวีปวรแล้ว ก็ย่อมหายสงสัยว่าทำไมจึงเลือกทำนอง
เพลง ‘ลา มารแซแยซ’ มาใส่เนื้อ ‘มาร์ช ม.ร.กะ (สมัยก่อนใช้ชื่อว่า ‘มหา
วิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง’)
‘ลา มารแซแยซ ซึ่งถือกันว่าเป็นหนึ่งในเพลงอันเป็นเครื่องหมาย
ของการปฏิวัติ แต่งขึ้นในสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส โดยนายทหารชื่อ Claude-
Joseph Rouget de Lisle เล่าขานกันว่าแกใช้เวลาเพียงคืนเดียว และ
บันทึกไว้เรียบร้อยว่แต่งเสร็จในวันที่ ๒๔ เมษายน ค.ศ.๑๗๙๒ (พ.ศ.
๒๓๓๕) และบรรเลงครั้งแรกที่เมืองมารแซย์
มารแซย์เป็นเมืองท่ของฝรั่งเศสในทะเลมดิเตอร์เรเนียน เป็นเมือง
ท่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่ง เคยเป็นของกรีมาก่อน ผ่านมือผลัดเจ้าของมาหลาย
ครั้งก่อนจะตกเป็นของฝรั่งเศสเมื่อกว่า ๕๐๐ ปีมาแล้ว

ธรรมศาสตร์

ธรรมศาสตร์

Thammasat inherits unity Make love in the right Sri Seri Chai.
 The truth brings us to our hearts …
 We walk Phachokchai. We walk Phachokchai ahead. Walking Phachokchai.
 Face Khokai Kriangkrai in Chai Chai Chayo Chayo “
 Khun Taweep Worawor (Tawee Worakil), the younger brother of Mr. Suwat Woradilok
 Key writers of Thailand Dee is a Unitarian student of Thammasat.
 One of the people whose names have been removed from the student registration. Base instigate
 Towards the government of the year 1941, some Thammasat students in the porcelain model
 Call this group of students that Huang’s Unitarian ‘
 According to history, Khun Tawan Wor was imprisoned for treason and communism in

2503 B.E. with Ms Jitphoomsak and Mr Thongbai Thongpao
 Allowed to go out for the Thai Bar Association exam With officers detaining from
 Prison went for exams when entering And returned to the prison in the evening
 The new generation listened and said Have to do it both to Khun Thaweeporn and the authority
 Back then
 Looking at the history of the continents Would naturally wonder why the melody was chosen
 The song ‘La Marseille’ put the meat ‘Marsh M.R.K. (formerly known as’ Maha

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่

เพลงสมัยสงคราม The Batle Hymn of the Republie

The Batle Hymn of the Republie เป็นหนึ่งในมะลิซ้อนที่ว่า
สงครามกลางเมือง หรือ Civil พar ของสหรัฐ
เพราะเป็น เพลงสมัยสงคราม
เกิดขึ้นมื่อคนอริกันเริ่มฆ่ากันเองเมื่อกว่า ๑๕๐ ปีมาแล้ว
เพลงในสมัยสงครามกลางเมืองในสหรัฐ (ค.ศ.๑๘๖๑~๑๘๖๕) The
Battle Hymn of the Repubic เป็นเสมือน ‘เพลงชาติ’ ของฝ่ายเหนือ
(ฝ่าย Republic) ส่วนฝ่ายใต้ (Confederacy) มีเพลงชื่อ Dixie ซึ่งท่วง
ก่นองฮึกเหิมกว่ามาก
แ สงครามครั้งนั้นมีฝ่ยไต้รบรากับฝ่ยเหนือ ซึ่งมีประธานาธิบดี
ลิบคอสนป็นผู้นำสงครามนี้ เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า The Brothers’War
คือสงครามระหว่างพี่น้อง คนชาติเดียวกันฆ่าฟันกันเอง
นอกจากสงครามพี่น้องแล้ว ยังเป็นสงครามของโรงเรียนนายร้อย
แห่งอเมริกาด้วย เพราะ West Point ก่อตั้งมาก่อนสงครามร่วม ๖๐ ปื
นายทหารของทั้งสองฝ่ยจึงล้วนเป็นลูกเวสต์ปอยต์ด้วยกันทั้งสิ้น ใครนึก
ไม่ออกให้คิดภาพนายทหารที่จบจากโรงเรียนนายร้อย จปร. ต้องแบ่งฝ่าย
แล้วฆ่ากันเอง จะรู้สึกได้ว่านเศร้าปานใด
คนทั่วไปมักมองแค่ผิวๆ แล้วเข้าใจว่าที่รบกันเพราะฝ่ยไต้อยากมื
ทาสไว้ใช้แรงาน ส่วนฝ่ยเหนืออยากให้เลิกทาส แต่เหตุผลที่แท้จริงของ
สงครามกลางเมืองในครั้นั้น อยู่ที่ผลประโยชน์ของคนกลุ่มต่างๆ ที่ซ่อน
เร้นไว้มิดชิดด้วยประโยคเดียวคือ ลกดิม
“ทำเพื่อชาติ”
ได คนชั่วรู้ซึ้งพอๆ กันกับคนดี ว่ความอยากเป็นใหญ่ ความตะกลาม
ในอำนาจและงินตรานั้นชั้นคลั่สกปร จึงต้องคลุมไว้ด้วยสีน้ำงิน แดง
และขาวของธงชาติ รูลhมกล
เหมือนๆ กับที่ทหารในสงครามกลางเมืองของสเปนเคยพูดไว้ไม่มี
ผิด ว่ศพคนถ่อยนั้น หากคลุมด้วยธงชติก็จะกลายเป็นศพฮีโรได้ง่ายๆ
อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ ๑๖ ของสหรัฐ สู้จนสุด
กำลัง เป็นตายไม่ยอมให้ประทศแยกออกเป็นเสี่ยงๆ เพราะเชื่อว่าบ้าน

เพลงสมัยสงคราม

เพลงสมัยสงคราม

The Batle Hymn of the Republie is one of the jasmine that says
 Civil War or Civil Rights of the United States
 Because it was war music
 It happened when the Aricans began to kill each other more than 150 years ago.
 Songs during the American Civil War (1861 ~ 1865) The
 Battle Hymn of the Repubic is like the ‘national anthem’ of the north.
 (Republic) and Confederacy has a song called Dixie.
 Kong is more energetic
 In that war, there was a battle with the north. Presidential
 Libby is the leader of this war. Also known as The Brothers’War
 Is a war between brothers The same people kill each other.

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่

บทประพันธ์ เพลง เดินจุฬาฯ

เพลง เดินจุฬาฯ จากการประพันธ์เนื้อร้องของ มล.จิตรสาร ชุมสาย
ใช้ทำนองเพลงจากสงครามกลางเมืองสหรัฐ ชื่อ The Batte Hymn
of the Republic ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นทำนองเพลงพื้นบนอเมริกัน ส่วน
เนื้อร้องเขียนขึ้นเมื่อ ค.ศ.๑๘๖๑
แต่สำหรับ ‘ดินจุฬฯ นั้นผู้เขียนพยายามคันหามานานปี แต่ก็ไม่
สำเร็จ แม้กระทั่งเมื่อถึงยุคที่สามารถคันหาอะไรได้ง่ายดายจากเว็บต่างๆ
แต่ก็ยังไม่มีคำตอบว่า ม.ล.จิตรสารแต่งไว้ตั้งแต่เมื่อไร
พบในหนังสือบทเพลงแห่งความหลังของ ศ.(พิเศษ) เรืองอุไร กุศลา-
สัย ก็มีเพียงบันทึกว่า เพลง เดินจุฬห นี้เดิมเรียกชื่อสั้นๆ เพียงคำเดียว
ว่า “เดิน’ คงเป็นเพราะมาจากเนื้อบรรทัดแรกที่ว่า
“เดินๆ เถิดรา นิสิตมหาจุฬลงกรณ์ เดินๆ พร้อมหน้าเพื่อนำชัย
มาจุฬลงกรณ์…”
ส่วนในเว็บไซต์ของจุฬฯ ก็ไม่มีบอกเดือนปีที่ใช้เพลง เดิน ครั้งแรก
เพียงแต่อธิบายถึงเพลงนี้ว่เป็น
“มาร์ชสนุกสนาน ครึกครื้น ในสมัยก่อนมื่อถึงเทศกาลกีฬฟุตบอล

เพลง เดินจุฬาฯ

เพลง เดินจุฬาฯ

The song ‘Walking Chula’ from the composition of the song by ML Jitsarn Chumsai
 Use the melody from the US Civil War The Batte Hymn.
 of the Republic, which is actually the top American melody
 The lyrics were written in 1861.
 But for the ‘Chulalongkorn soil, the author has been trying to find it for years, but not
 Achieved even when it was able to find things easily from various websites
 But still has no answer that When did ML Chitsarn compose?
 Found in the book of songs of the past by Prof. (Special) Rueang Ru Kusala –
 Shortly there is only a recording that this song, originally called a short name
 That “walk ‘would be because it came from the first line of flesh that
 “Walking, Mahachulalongkorn University students walking together to lead the victory
 Come to Chulalongkorn … “
 In the Chula website There was no telling the month and year that the song was first used.
 Only describe this song as
 “Marsh enjoyed the olden days when it was at the football festival.

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่

เพลงTaps สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒

แล้วท่านนายพลก็ผิวปากให้ยึดโน้ตตัวนั้น หดโน้ตตัวนี้จนถูกใจ แล้วจึง
สั่งให้ใช้เป็นเพลงนอนประจำกองทหารของตน
โน้ต ๒๔ ตัวนี้ไพเราะถูกหูทหารที่กองอื่นๆ จนพากันนำไปบรรเลง
บ้าง แม้กระทั่งทหารฝ่ายตที่เป็นศัตรูก็ขอยืมไปบรรเลง
ขนาดศัตรูยังอยากเลียนแบบ ให้ถือได้ว่าแน่จริง
ในช่วง สงครามโลก ทหารอีกหลายชาติได้ยินเพลง Taps ของ
อเมริกันแล้วชอบใจ จึงขอยืมไปใช้ รวมทั้งทหารไทยเราด้วย รับไปแล้ว
ก็เปลี่ยนตรงนั้นนิด เติมตรงนี้หน่อย แก้เขิน หรือไม่ก็เพื่อให้มีความรู้สึก
เป็นเจ้าข้าวเจ้าของบ้าง
นอกจากจะใช้ ‘กล่อม’ แล้ว ทหารยังใช้เพลง Taps แบบเดียว
กับที่เราใช้เพลงพญาโศก คือใช้บรรเลงในพิธีศพของทหารที่เสียชีวิต เสียง
โน้ตวังเวงของแตรนอนในพิธีเช่นนี้ บีบหัวใจและเรียกน้ำตาได้ดีพอๆ กัน
ทุกวันนี้ กองทัพสหรัฐยังสงทหารไปปแตรนอนในพิธีศพทหาร
ผ่านศึกอยู่ แต่ริมลำบาก เพราะผลแตรมีน้อย ทหารฝนศึกๆ ก็ไม่
ค่อยๆfade aพay หายไป แต่กลับตายกันเป็นใบไม้ร่วง โดยเฉพาะพวก
ที่ผ่านสงครามโลกครั้งที่ ๒ มา
กองทัพสหรัฐจึงต้องส่งแต่พลทหารแต่งตัวเต็มยศไปเปิดซีตีให้
ครบครัวทหารโวยกันเป็นแถว เพราะมีความรู้สึกว่าไม่สมเกียรติ
เหล่าบิ๊กในกองทัพสหรัฐจึงต้องให้นักประดิษฐ์คิดแตรแบบพิเศษ
หน้ำตาเหมือนของจริงปี๊ยบ แต่ข้งในบรจุชิปพิเศษไว้ พอกดปุม เสียง
เพลง Tลps อันไพเราะจะก้องกังวานขึ้น เหมือนจริงทุกประการ อาจจะดี
กว่าจริงอีกด้วยซ้ำ เพราะเป็นการบรรเลงจากทหารแตร (มือ) ปากหนึ่ง
ซึ่งได้ชื่อว่าเป Tapร ไพเราะกว่าใครๆ ในดินแดนอเมริกา
ทหารที่เป๋แตรปลอมเหล่านี้ เขาฝึกท่วงท่าให้งามสง่า เหมือน
ทหารแตรตัวจริงไม่ผิดเพียน
จะแตรจริงหรือแตรปลอม ทหารเก่าซึ่งนอนฟังเสียงแตรในพิธีศพ
ล้วนตายจริงกันทั้งนั้น ไม่ได้ค้างคาอยู่กลางลาภยศสรเสริญ เหมือนโน้ต
ตัวสุดท้ายของแตรนอน ที่แขวนค้างอยู่กลางอากาศ…เลยสักคน
แต่ แต่ แต
แต่ แต่ แต
แต่ แต่ แต
แต่ แต่ แต
แต่ แต่ แต
แต่ แต่ แต๊
แต๊ แต แต
แต่ แต่ แตรรรร

สงครามโลก

สงครามโลก

And the general whistled to hold that note Shrink this note until it pleases and then
 Ordered to use it as a recital of his troops
 This 24 note was melodious to the ears of soldiers at other divisions. Until bringing together to play
 Some even the enemy soldiers borrowed to play.
 Even enemies would like to emulate Can be considered to be true
 During the world war, many other soldiers heard Taps’s songs.
 Americans already amuse Therefore borrowing to use Including our Thai soldiers, already accepted
 Change there a bit Add here, fix shy or not to have feelings
 Is a coveted owner
 In addition to using ‘lullabies’, the military also uses the same Taps song.
 As we use the song Phyokyok Is played in the funeral of a deceased soldier
 The lonely note of the trumpet Squeezing the heart and calling tears equally well

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ทหารเก่าไม่มีวันตาย

ทหารเก่าไม่มีวันตาย
“Old soldiers never die.”
หลายคนอดขำไม่ได้เมื่อได้ยินสำนวนนี้ เพราะบรรดาทหารเก่าก็
ถูกเผาที่เชิงตะกอนเดียวกันกับชาวบ้นธรรมดาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ความหมายที่แท้จริงของสำนวนกนื้ คือทหารค่ไม่ตาย เพราะอยู่
ในหัวใจของคนข้างหลัง หากเป็นอย่งนั้น คนธรรมดาก็ไม่ตายเหมือนกัน
เพราะส่วนใหญ่ก็พอมีคนข้างหลังคิดถึงอยู่ ไม่มากก็น้อย
ทหารเก่ๆ บ้านเราชอบนำสำนวนนี้มาพูด เพราะจำมาจากทหาร
ก่าอเมริกันชื่อนายพลดักลาส แม็อาร์เธอร์ (Douglas MacArthur ค.ศ.
ด๔๔๐~๑๙๖ ๔) ซึ่งเป็นนายทหารคนดังสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงช่วย
ไม่ได้ที่ทหารอื่นๆ ในโลกนี้ อยากจะมีชื่อเสียง หรือฝันอยากเป็นอย่าง
นายพลแม็กอาร์เธอร์บ้างอ ตคูลปก กอพ
เช่นเดียวกับคนดังทั่วไป นายพลแม็กอาร์เธอร์นั้นมีทั้งคนรักและ
คนเกลียด มีทั้งคนชื่นชุมและสาปแซงใน ผลงาน ที่ได้ทำไว้ในชีวิต
เขาเป็นนักเรียนชั้นเลิศจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์ปอยต์แห่งสหรัฐ

ทหารเก่าไม่มีวันตาย

ทหารเก่าไม่มีวันตาย

Old soldiers never die
 “Old soldiers never die.”
 Many people can’t help laughing when they hear this phrase. Because all the old soldiers
 Burned at the same sediment as normal people everyday
 The true meaning of this idiom Meaning that the soldiers did not die because of
 In the hearts of the people behind If that’s the case Ordinary people do not die either.
 Because for the most part, there are more or less people behind to think about it
 Old soldiers like us to say this phrase. Because remembered from the military
 The American name is Douglas MacArthur.
 D404 ~ 196 4) who is a famous military officer during World War 2, therefore helping
 Not that any other soldier in this world wants to be famous Or dream of being like
 General MacArthur Kotkulpogop
 Like other celebrities General MacArthur has both lovers and
 Hateers are both happy and cursed in the work they have done in their lives.
 He is an excellent student from the Westpoot Cadet School of the United States.

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่

เนื้อเพลง The Saints

“Oh, when the saints
Go marching in
Oh, when the saints go marching in Oh, how I want to be in that number
When the saints go marching in!!”
ที่เพลงเว้นไว้ให้เข้าใจเองคือเข้า ประตูสวรรค์ หรือที่เรียกว่า Pearly
Gate หรือประตูมุก เพราะตามตำนานว่ สลักจากไข่มุกเม็ดเดียว แน่นอน
ว่าจะต้องเป็นเม็ดมหึมา…เมคะ-มุก
ผู้ถือกุญแจไขเข้าประตูนี้คือ Sant Peter หรือท่านนักบุญปีเตอร์
ซึ่งทำหน้ที่คล้ายๆ เจ้าหน้ที่ตรงดนตรวจคนเข้าเมือง
คนนี้เข้าได้…โล่งอก
คนนั้นเข้าไม่ได้…ก็ส่งลงไปนรกโลกันต์
เหมือนที่เพลง พิภพมัจจุราช บอกไว้ไม่มีผิด
กรรมเวร! เล่าถึงช็อตแจ๊ซอย่าง The Saints แล้วมาถึง ‘พิภพ
มัจจุราช’ ได้ แสดงว่าสวรรค์กับนรกไม่ได้ไกลกันสักเท่าใดเลย
และเพราะเขียนบทความนี้ในช่วงที่มีการระลึกถึงเหตุการณ์ ซึ่ง
รัฐบาลสั่งกระขับพื้นที่และเกิดการยิงประชาชน ผู้ขียนจึงจบลงด้วยการ…
มอบเพลงทั้งหมดที่เล่ามาให้แก่วิญญาณผู้ถูกฆ่า ผู้ฆ่า และผู้
สั่งฆ่า ผู้อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังเหตุกรณ์เมษาฯ และพฤษภาฯ
๒๕๕๓ เพราะวิญญาณทุกดวง ไม่ว่จะของคนตายหรือของคนเป็น
ล้วนอยู่ในวังวนแห่งพญาโศก รรณีกรรแสง และล้วนหวังจะได้ตาม
เหล่าเทวายาตราสู่สวรรค์ด้วยกันทั้งนั้น

ประตูสวรรค์

ประตูสวรรค์

“Oh, when the saints
 Go marching in
 Oh, when the saints go marching in Oh, how I want to be in that number
 When the saints go marching in !! “
 The music that was omitted for understanding itself was the Heaven’s Gate Also known as Pearly
 Gate or Pearl Gate because according to the legend that Carved from one single pearl
 That must be monstrous … Mecca – Mook
 The key to unlocking this door is Sant Peter or St. Peter.

 Which has a function similar to Officials at the Immigration Bureau
 This person can go in … relief.
 That person can’t enter … and send it to hell.
 As the music of the Death Note says
 evil creature! Tells the jazz shot of The Saints and comes to ‘The World
 Death ‘shows that the heavens and the hell aren’t far apart.
 And because writing this article during the event that
 The government ordered to drive the area and shoot people. The author then ends with …

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่

พิธีศพ ในเมืองนิวออร์ลีนสนั้นเต็มไปด้วยเสียงดนตรี

พิธีศพ ในเมืองนิวออร์ลีนสนั้นเต็มไปด้วยเสียงดนตรีสมกับที่คน
ส่วนใหญ่เชื่อว่านิวออร์ลีนส์เป็นแหล่งกำเนิดของแจ็ชและนักดนตรีแจ็ช
ชั้นยอด
เมื่อตันๆ คริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ นักดนตรีแจ๊ชที่นั่นมักเคยหากิน
โดยร่วมบรรเลงในพิธีศพมาก่อนรวมทั้งคุณทวดหลุยส์ อาร์มสตรองด้วย
ผู้คนที่เข้าร่วมแห่ศพในนิวออร์ลีนส์ ฟังเพลง เดิร์ช ทั้งหลายแล้วก็ร่ำไห้
พิลาปพิไลไปจนถึงสุสาน
การฝังศพที่นั่นเรียกฝังไม่ค่อยดปาก เพราะหลุมไม่เป็นหลุม
แต่มักเป็นแท่นที่ยกสูงเพื่อไม่ให้พลอยตุ๊บปองขึ้นมาเวลาน้ำท่วม ร้า กัน
อยู่วนิวออลีนเป็นมืองที่น้ำทำมประจำ หมือนอ่งทอง อยุธยา ฯลฯ
ของเรา โชคดีว่คนไทยส่วนใหญ่ใช้วิธีเผามากกว่าฝัง
ตามธรรมเนียมของนิวออร์ลีนส์นั้น พอบรจุศพเสร็จก็ยกขบวน
กลับบ้านไปกินเลี้ยงกัน นักดนตรีจะเล่นเพลงมันมันสนุกสุดเหวี่ยง ผู้คน
ที่ไปร่วมพิธีเช็ดน้ำตาแล้วก็เต้นรำกันเป็นที่ครื้นเครงไปตลอดทาง ทิ้งความ
โศกเศร้าไว้ที่สุสาน มีแต่ความรื่นเริงที่ผู้ตายไต้ไปสู่สวรค์ (จะว่าไปก็
คล้ายๆ กับไทยเรา หากบรรเลง ‘พญาโศก’ ด้วยปี ด้วยขลุ่ย หรือซอ ก็
โศกศรหนักหนา แต่หากบลงด้วยระนาดเอก ‘พญาโศก’ อาจกลับ
กลายสนุกสนาน คึกคัก จนเปลี่ยนชื่อเป็น ‘พญาแสบ’ ได้สบายๆ)
เนิอเพลงของ The Saints บอกว่า
“เมื่อใดที่มวลเทวา(นักบุญ)
ยาตราเข้า(ประตูสวรรค์)
ฉันอยากจะเป็นหนึ่งในนั้น..”
“Oh, when the saints
Go marching in
Oh, when the saints go marching in

พิธีศพ

พิธีศพ

The funeral ceremony in New Orleans is filled with the music that people
 Most believe that New Orleans is the birthplace of Jack and the musician Jack.
 Top class
 When in the twentieth century, jazz musicians were often living.
 By participating in funerals before, including Thuat Louis Armstrong as well
 People who attended the funeral in New Orleans, listened to all of Dirch’s songs and wept.
 Pilate until the cemetery
 The burial there is often called a mouth burial. Because the hole is not a hole
 But is usually a platform that is raised to prevent Ploy Thub Pong from coming up during the flood

 Yuwen, New Orleans, is the city of Ayutthaya. Ayutthaya, etc.
 We are lucky that most Thai people use the method of burning rather than buried.
 According to the tradition of New Orleans Once the funeral was completed, they marched.
 Go home and eat. Musicians will play it. It’s fun.
 Who attended the wipe-away ceremony and then danced together all the way, leaving the feeling
 Sad at the cemetery Only the joy that the deceased has gone to heaven
 Similar to Thai, if playing ‘Phaya Koy’ with a year with a flute or soprano
 Sorrowful arrow, but if knocked down with the alto “Phayon” may return
 Became energetic and energetic until changing the name to ‘Phaya Saeb’

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่

บทประพันธ์ funeral march

เล่ากันว่าสำหรับ ‘พญาโศก’ นั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัว ลันเกลฯ รัชกาลที่ ๖ เคยมีรับสั่งว่า ท่วงทำนองที่เศร้าสร้อย
ทำให้เหมาะที่จะเป็นเพลงโศกประจำสยามประทศ และใช้นำศพชาว
สยามทุกผู้ทุกนาม ตั้งแต่พระบรมศพตลอดไปจนถึงศพสามัญชน แบบ
funeral march ที่ฝรั่งในกรแห่ศพ ฟังโออำสักหน่อย อย่าง
เราอาจจะใช้แด่ dirge หรือ เดิร์ช เพลงเศร้าโศกที่เรียกน้ำตา
ไปฝัง เดิร์ช’ มีท่วงทำนองซ้ำๆ บีบคัน
บีบคั้นหัวใจ และเรียกน้ำตา ใครเคยฟัง
ปีพาทบรล หญาโศก หรือ ธรณีกรแสง ก็จะนึกออกว่า (ดิร”
เป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่ เดิร์ช’ แต่เป็น ‘เมกะ-เดิร์ช’ (mega-dirge) เพราะ
โศกขนาดเรียกน้ำตาได้เป็นแกลลอน อ
เพลงแจ็ชสุดสวิงที่ชื่อ When the Saints Go Marching In ของ
อมริกันก็เคยเป็น เดิร์ช’ ที่เศร้าซึมเชื่องช้ามาก่อน
หากสามารถนำบรรดาเพลงเอกของแจ๊ชมา ‘ชักรูปหมู’ ร่วมกัน
แบบคน เราจะเห็น When the Saints Go Marching In ยืนยิ้มแบบคีย์
เปียโนอยู่แถวหน้า คือยิ้มกว้างเห็นฟันซี่ใหญ่เรียงราย…เหมือนยิ้มของคุณ
หวดหลุยส์ อาร์มสตรองยังไงยังงั้น
เปรียบอย่างนี้เพราะในมโนภาพและความรู้สึกของคนรักแจ็ซส่วน
มาก คุณทวดหลุยสกับเพลง When the Saints Go Marching In นั้น
แนบสนิทติดกัน มาเป็นคู่ แบบอิน-จันแฝดสยาม ทั้งนี้เพราะคุณทวด
หลุยส์เป็นนักดนตรีคนแรๆ ที่นำเพลงนี้มาบรรเลงด้วยลีลาร้อนๆ ไม่ใช่
ร้อนธรรมดา แต่เป็นร้อนสุดเหวี่ยง
เมื่อ ๗๐-๘๐ ปีที่แล้วโน้นจะมีสักกี่คนเชียวที่กล้เอาเพลงสวด
เพลงเพื่อจิตวิญญาณ หรือเพลงโศกนำศพ มาทำเป็นแจ็ชร้อนๆ
แค่ลองนึกว่ใดรบังอาจอัญชิญทำนองสรภัญญะ…องค์ใดพระ
สัมพุทธสุวิสุทรนดาน…มาทำเป็นอกร้อนๆ ไทยพุทธทั้งหลายก็คงผม
ตั้งเป็นรัวระแนง นรกกินหัวแน่ๆ
แต่เท่าที่เห็นด้วยตาเปล่ นรกไม่ได้กินหัวคุณทวดหลุยส์ หรือจะ
เป็นเพราะผู้หลักผู้ใหญ่ในนรกอาจชอบแจ๊ซร้อนๆ เหมือนกันก็ไม่ทราบได้
แต่ถึงกระนั้นคุณทวดหลุยสก็เขียนเล่ไว้เองว่า ขนาดน้องสาวทวดยังบ่น

funeral march

It is said that for ‘Phaya Koy’, King Rama VI
 The reign of King Rama VI was once told that Melodies
 Making it suitable to be a melody of Siam And used to take the bodies of the people
 Siam, every person, every name From the remains of the remains of ordinary people like
 udfuneral march in the farang in the funeral Listen, Oh, a bit like
 We may use it as a guide or as an indication of a catastrophe.
 Go buried Bury ‘with melodies, repeatedly squeezing cars
 Oppressing the heart and calling for tears
 The year of the blessed or grief of the earth will be remembered that (Dire “
 What is it? Not just dirge ‘but’ mega-dirge ‘because
 So sad to call tears a gallon

ขอบคุณรูปภาพจาก Google

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ ที่นี่